.:: เมนูหลัก
  หน้าแรก
  ข่าวความเคลื่อนไหว
  สรุปผู้ร้องเรียน (617)
 พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
eXTReMe Tracker
 
.:: ข่าว
ภาคประชาชนต้านเหล้า บี้ อียู ถอนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากค้าเสรี

"ภาคประชาชนต้านเหล้า" บี้ "อียู" ถอนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากค้าเสรี

 

ดาวน์โหลด จดหมายส่งถึงอียู ภาษาไทย , ภาษาอังกฤษ


8 กันยายน 2553

ภาคประชาชนต้านเหล้า�บี้�อียู�ถอนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกจากกรอบการค้าเสรี หยุดกดดันรัฐบาลไทย�คำรณ�ยื่น 3 ข้อ อัดยุโรปค้าขายไร้ธรรมาภิบาล-เอื้อธุรกิจที่ได้ประโยชน์ ขณะที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ชี้ การเจรจาต้องไม่กระทบต่อนโยบายด้านสุขภาพ

������������วันนี้ (8 ก.ย.) เวลา 10.30 น. ที่สำนักงานสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย�นายคำรณ ชูเดชา�ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ พร้อมด้วย เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายเฝ้าระวังแอลกอฮอล์กรุงเทพ เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ประเทศไทย และเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ กว่า 150 คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ�ฯพณฯ เดวิด ลิปแมน�เอกอัคราชทูต หัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เพื่อขอให้ถอนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากการเจรจาการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (อียู) และหยุดดันรัฐบาลไทย

������������นายคำรณ กล่าวว่า จากกระแสข่าวการกดดันของอียู ที่ต้องการให้ไทยลดอัตราอากรในส่วนของสินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง 90%�ภายใน 7 ปี เพื่อแลกกับการลดอากรนำเข้าสินค้าบางประเภทที่ไทยส่งเข้าไปจำหน่ายในอียู แสดงให้เห็นชัดเจนว่าอียูทำการค้าขายที่ไม่มีธรรมาภิบาล ด้วยการเอาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นตัวประกัน บีบบังคับรัฐบาลไทยให้ต้องดำเนินการตามข้อเสนอดังนั้นจึงเห็นว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำตามข้อเสนอของอียู เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกดดัน โดยไม่มีเหตุผล อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องมีดุลยพินิจในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ และถอดรายการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากการเจรจาการค้าเสรี เพราะถือว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าอันตราย ควรนำไปจัดอยู่ในกลุ่มสินค้า อาวุธยาเสพติด�และที่น่าเสียใจอย่างที่สุดคือเราพบว่า�มีความพยายามของธุรกิจเกษตรยักษ์ใหญ่ของไทย กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อประโยชน์ทางการค้ากับอียู โดยไม่ใยดีแม้ว่าต้องแลกกับการที่ลูกหลานไทยจะถูกมอมเมามากขึ้น�ซึ่งเรากำลังจับตาอยู่ว่าหากมีอะไรที่ล้ำเส้นมากเกินไป อาจต้องออกมาฟ้องสังคมให้ได้รู้กัน

������������นายคำรณกล่าวว่า เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนของเครือข่ายฯ จึงขอเสนอ 3 ข้อ คือ1.ขอคัดค้านการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าสู่การเจรจาการค้าเสรีและขอให้อียูมีจริยธรรม คุณธรรมไม่น้อยไปกว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจ และควรกล้าหาญที่จะสร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการตระหนักว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าไม่ธรรมดา ที่ไม่ควรอยู่ในบัญชีใด ๆ ของการเจรจาจากการค้าเสรี�2. ขอให้สหภาพยุโรปหยุดกดดันแทรกแซงนโยบายรัฐบาลไทย�และขอให้เคารพการตัดสินใจของไทยที่ไม่ต้องการให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาอยู่ในการเจรจาการค้าเสรี และ3. ขอประณาม ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากอียู�และธุรกิจอื่นที่หวังจะได้ประโยชน์จากการเจรจา หรือองค์กรนอมินีใดๆ ที่เห็นแก่ประโยชน์ทางการค้า มากกว่าสุขภาพ ชีวิต และความเป็นความตายของคนไทย

������������นายอนันต์��เมืองมูลไชย�ตัวแทนเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่าทางเครือข่ายฯ ติดตามผลกระทบจากการเจรจาการค้าเสรีมาโดยตลอด เห็นว่า�รัฐบาลต้องคำนึงถึงความจำเป็น และประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ที่สำคัญต้องไม่กระทบต่อนโยบายด้านสุขภาพของประชาชน แต่การลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะส่งผลกระทบต่อสังคมและสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ เพราะเมื่อราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกลง ก็จะสามารถหาซื้อมาบริโภคได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรนำกรณีภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบมาเป็นข้ออ้าง เพราะผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์โดยตรงคือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ใช้เกษตรกรรายย่อย�ดังนั้นรัฐบาลต้องมองภาพรวมของประเทศทั้งหมด

������������นายอนันต์ กล่าวว่า ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ เห็นว่า นอกจากที่เรื่องการลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วทางเครือข่ายฯ ยังมีความกังวลในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเรื่องยา ซึ่งอาจจะกระทบต่อกลุ่มผู้ป่วย เช่นผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาราคาแพง อาจไม่สามารถเข้าถึงยาได้เพราะติดในเรื่องของสิทธิบัตรยา ดังนั้นเห็นว่าการเจรจาการค้าเสรีกับอียู ต้องไม่เกินกว่าข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (ทริปส์) ขององค์การการค้าโลก ซึ่งรัฐบาลต้องส่งเสริมให้มีการนำมาตรการยืดหยุ่นทริปส์ นี้มาใช้ ในกรณีจำเป็น นอกจากนี้ควรยกระดับ ศักยภาพของอุตสาหกรรมผลิตยาเพื่อให้สามารถเข้าถึงยา และไม่ยอมให้การเจรจาการค้าเสรีมาบั่นทอนการแข่งขันของอุตสาหกรรมยาในประเทศ ที่สำคัญต้องมีมาตรการรองรับและเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบ ชดเชยต่อสังคมอย่างทั่วถึง

������������หากการเจรจาการค้าเสรีกับอียูมีความขัดแย้งกับนโยบายของไทย รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องรับหลักการจากอียู เพราะที่ผ่านมาอียูเรียกร้องมาตรการและพยายามแทรกแซงการแก้ไขกฏหมาย เปลี่ยนแลงนโยบาย ที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทั้งประเทศ�นายอนันต์ กล่าว

วันที่ : 2010-09-08
โดย :
 
เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา

โทรศัพท์ : 02-734-8680 โทรสาร : 02-734-8680 อีเมล์ : info@alcoholwatch.in.th